ค้นหาบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บทเรียนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

บทเรียนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (HT201) กลุ่ม oo2

บทที่ 1

ความหมายของการท่องเที่ยวการที่เราจะหาความหมายของคำว่า "การท่องเที่ยว" นั้นทำได้ยาก เพราะการท่องเที่ยวเป็นรูปแบบกิจกรรมหนึ่งของนันทนาการ คล้ายกับกิจกรรมทางการกีฬา หรืองานอดิเรก และการใช้เวลาว่างในปีพ.ศ.2506ได้มีการประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องของการเดินทางฃ และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีและยอมรับข้อเสนอเกี่ยวกับคำจำกัดความของการท่องเที่ยวจากนักวิชาการจากองค์การการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ IUOTต่อมาได้กลายเป็นองค์การท่องเที่ยวโลกในปี พ.ศ.2513 WTO

การท่องเที่ยวมี 3 ลักษณะ คือ
1.การเดินทางจากที่อยู่ปกติไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว
2.การเดินทางไปด้วยความสมัครใจ
3.การเดินทางด้วยวัตถุประสงค์อื่นๆ แต่ไม่ใช่เพื่อการประกอบอาชีพ

การเดินทางที่จัดเป็นการท่องเที่ยว
-เดินทางไปพักฟื้น ไปรักษาตัวในสภานที่ต่างๆ
-การเดินทางไปประชุม-การเดินทางไปเยี่ยมญาติพี่น้องการเดินทางที่ไม่จัดเป็นการท่องเที่ยว
-การเดินทางไปตั้งถิ่นฐานถาวร
-การเดินทางไปประกอบอาชีพ
-การเดินทางโดยไม่สมัครใจ หรือถูกบังคับ

นักท่องเที่ยว (Tourist)นักท่องเที่ยว คือผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยว พักอาศัย มาเยือน เป็นการชั่วคราว และมาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง โดยจุดประสงค์เพื่อใช้เวลาว่าง ท่องเที่ยว และกิจกรรมนันทนาการ

กลุ่มนักท่องเที่ยว
-ผู้ที่ไม่มีถิ่นฐาน หรืออยู่อาศัยในสถานที่ที่ไปเยือน
-ผู้ที่มีสัญชาติของประเทศนั้น หรือเป็นคนถิ่นเดิม แต่ไม่ได้อยู่ในสถานที่นั้นแล้ว
-ผู้ที่เป็นลูกเรือ ไม่มีถิ่นพำนัก และพัก ณ สถานที่นั้น มากกว่า 24 ชั่วโมง

นักทัศนาจร (Excursionist)
นักทัศนาจร คือผู้ที่มาเที่ยวเป็นการชั่วคราว และพักอาศัยอยู่ ณ สถานที่นั้นไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงผู้เดินทางโดยเรือสำราญ

กลุ่มนักทัศนาจร
-ผู้โดยสารเรือสำราญหรือเรือเดินสมุทร
-ผู้ที่มาเยือนและจากไป ภายในวันเดียว

ผู้มาเยือนตามถิ่นพำนัก
1.ผู้มาเยือนขาเข้า (Inbound Visitor)คือ ผู้มาเยือนที่อยู่ในต่างประเทศ และเข้ามาท่องเที่ยวอีกประเทศหนึ่ง
2.ผู้มาเยือนขาออก (Outbound Visitor)คือ ผู้มาเยือนที่มีถิ่นพำนักในประเทศหนึ่งและเดินทางไปอีกประเทศหนึ่ง
3.ผู้มาเยือนภายในประเทศ (Domestic Visitor)คือ ผู้มาเยือนที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศที่ตนเองมีถิ่นพำนักอยู่ อาจเรียกว่า ผู้มาเยือนขาเข้า หรือผู้มาเยือนภายในประเทศก็ได้

กลุ่มที่ไม่นับรวมในสถิติการท่องเที่ยวได้แก่ ผู้โดยสารผ่าน คนเร่ร่อน คนอพยพ นักการทูต ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยว
1.เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และพักผ่อน (Holiday)เป็นการท่องเที่ยวเพื่อหลีกหนีความจำเจของชีวิตประจำวัน และเพื่อไปเยี่ยมชมสถานที่ใหม่ๆ รวมไปถึงการเดินทางไปเยี่ยมญาติมิตรด้วย (Visits to Friends and Relatives : VFR)
2.เพื่อธุรกิจ (Business)เป็นการเดินทางที่ร่วมไปกับการทำงาน แต่วัตถุประสงค์หลักคือการประกอบอาชีพ หรือหารายได้จากสถานที่ท่องเที่ยวนั้น และยังรวมไปถึงการเดินทางเพื่อเข้าประชุม สัมมนา ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และจัดนิทรรศการ MICE (Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions)
3.เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆเป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ และซับซ้อนมากกว่าการพักผ่อนหรือประชุม เช่น การเดินทางไปศึกษาธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ

ประเภทการท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น 3 วิธีการแบ่งตามสากล ได้แก่

1.การท่องเที่ยวภายในประเทศ (Domestic Tourism) หมายถึง ผู้ที่อาศัยภายในประเทศนั้น เดินทางภายในประเทศของตนเอง
2.การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ (Inbound Tourism) หมายถึง ผู้ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ประเทศอื่นแล้วเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศนั้นๆ
3.การท่องเที่ยวนอกประเทศ (Outbound Tourism)หมายถึง ผู้ที่มีถิ่นอาศัยในประเทศหนึ่งแล้วเดินทางไปยังต่างประเทศ

การแบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทาง
1.แบบหมู่คณะ เรียกว่า Group Inclusive Tour : GITแบ่งเป็น2 แบบ คือ กรุ๊ปเหมา และกรุ๊ปจัด กรุ๊ปเหมา คือการเที่ยวแบบเป็นของคณะนักท่องเที่ยวที่มีความสัมพันธ์กัน อาจเป็นการส่วนตัวหรือหน้าที่การงาน และเดินทางร่วมกัน ส่วนกรุ๊ปจัด คือการเดินทางของคณะนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันในทางส่วนตัวและด้านหน้าที่การงาน แต่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่เดียวกัน โดยการซื้อโปรแกรมนำเที่ยวที่ถูกจัดไว้ เมื่อถึงเวลาจึงเดินทางพร้อมกัน
2.แบบอิสระ เรียกว่า Foreign Individual Tourism : FITนักท่องเที่ยวมักเดินทางตามลำพัก อาจจะวางแผนการเดินทางด้วยตนเองหรือใช้บริการบริษัทนำเที่ยวก็ได้

การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง
1.การท่องเที่ยวเพื่อความเพลิดเพลินและพักผ่อนกิจกรรมมักไม่สลับซับซ้อน เรียบง่าย ตามแบบที่ตนเองชอบ
2.การท่องเที่ยวเพื่อธุรกิจคือ กิจกรรมทางธุรกิจทั่วไป และจัดอยู่ในกลุ่ม MICE ส่วนกิจกรรมเสริมอาจจะเป็นกิจกรรมเพื่อการพักผ่อนคลายเครียด ความสนุกสนาน ฯลฯ
3.การท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษกิจกรรมจะมีความสลับซับซ้อนและเป็นระบบ สามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
ก. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น การดูนก การดำน้ำดูปะการัง การเดินป่า เป็นต้น
ข. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกีฬา เช่น การปีนเขา การอาบน้ำแร่ เป็นต้น
ค. การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม เช่น การศึกษาแหล่งโบราณสถาน เป็นต้น
ง. การท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสชาติพันธุ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การชมวิถีชีวิตในชนบท เป็นต้น
จ. การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้โดยมีการจัดการไว้ล่วงหน้า

องค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

กิจกรรมสำหรับการท่องเที่ยวอาจมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาแหล่งท่องเที่ยว การซื้อของ การประชุม บางอย่างเป็นธุรกิจ ที่ตอบสนองความต้องการโดยตรงของนักท่องเที่ยว แต่ธุรกิจเป็นธุรกิจที่สนับสนุนให้กิจกรรมทางการท่องเที่ยวดำเนินไปได้ด้วยดี

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จึงหมายถึง ธุรกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยแรงงาน การลงทุน เทคนิควิชาชีพเฉพาะ มีการวางแผน การจัดองค์กร และการตลาด สินค้าในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นสินค้าที่เรียกว่า สินค้าที่จับต้องไม่ได้ และไม่มีการเคลื่อนที่ไปหาผู้ซื้อ แต่ผู้ซื้อหรือนักท่องเที่ยวต้องเดินทางไปซื้อสินค้าหรือบริการ ณ แหล่งผลิต ซึ่งก็หมายถึง สถานที่ที่มีทรัพยากรทางการท่องเที่ยว แต่สินค้าหรือบริการบางประเภทก็มีการสูญสลาย และเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์เช่นกัน

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่
1.องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
2.องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว

องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น

1.สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว
2.ธุรกิจการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ
3.ธุรกิจที่พักแรม
4.ธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร
5.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น
1.ธุรกิจการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก
2.ธุรกิจการประชุม สัมมนา
3.การบริการข้อมูลข่าวสาร
4.การอำนวยความสะดวกทางด้านความปลอดภัย
5.การอำนวยความสะดวกในการเข้า-ออกเมือง

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

395 ปี บันทึกของปินโต

395 ปี บันทึกของปินโต
(หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย)
บันทึกความทรงจำของแฟร์เนา เมนเดซ ปินโต( Fernão Mendez Pinto ค.ศ.1509-1583) เรื่อง
“Pérégrinação”ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปีค.ศ.1614 เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ รวมทั้งอัตชีวประวัติของเขาอย่างน่าตื่นเต้นและเหลือเชื่อ จนมีการใช้ชื่อของปินโตเล่นคำเชิงล้อเลียนว่าพูดจริงหรือเท็จอย่างสนุกสนานโดยชนชาติศัตรูของโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน บันทึกของปินโตถูกอ้างอิงจากนักประวัติศาสตร์ไทยอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาจนปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงบทบาทของทหารรักษาพระองค์ชาวโปรตุเกส และการพระราชทานที่ดินให้พวกเขาตั้งถิ่นฐานและปฏิบัติศาสนพิธีในสมัยอยุธยา จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบว่าหนังสือฉบับนี้มีสถานะเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือเป็นเพียงนิยายผจญภัย

ประวัติของปินโต

ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบันปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531 : 115) ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1534-1546) นักประวัติศาสตร์บางคนนำหลักฐานของฝ่ายไทยเข้าไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือในเอกสารของเขาหลายประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างถึงหลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดางานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส (1628) ภาษาอังกฤษ (1653) ใน ค.ศ.1983 กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อ “การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการได้ตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาออกเผยแพร่อีกครั้งใน ค.ศ.1988 โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal : 470 Years of Friendship”
รูปแบบการนำเสนอ
งานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ อาทิ เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต บางตอนก็ระบุว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์เดินทางเข้ามายังสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531: 115) เป็นต้น ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น มิได้มีจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความท้อถอยในการติดต่อกับดินแดนแถบเอเชีย เขาระบุว่าอุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง สิ่งที่ผลักดันให้เขาเดินทางไปยังตะวันออก คือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย เขาแสดงความขอบคุณพระเจ้าและสวรรค์ที่ช่วยให้รอดพ้นจากภยันตรายมาได้(Henry Cogan, 1653 :1-2) ส่วนเฮนรี โคแกนระบุว่า จุดมุ่งหมายในการแปลหนังสือ“Pérégrinação” จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ คือ ต้องการให้ผู้อ่านทั่วไปเกิดความพึงพอใจและกระตุ้นให้มีการสำรวจและค้นคว้าทางภูมิศาสตร์ เพื่อเป็นบทเรียนให้สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเรืออับปาง เพื่อทัศนศึกษาดินแดนต่างๆในโลกกว้างและเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของ“คนป่าเถื่อน”(Henry Cogan, 1653 : A-B)จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação” อย่างไม่อาจมองข้ามได้ งานของปินโตจึงได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง อย่างน้อยๆฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสในปีค.ศ.1628 ก็ถูกอ้างอิงโดยซิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de Laloubère) ซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อกล่าวถึงจำนวนเรือที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาก่อนหน้าการเข้ามาของตน (จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1,2510 : 502) ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าหากลาลูแบร์เคยได้ยินการเสียดสีงานเขียนของปินโตมาบ้างก่อนที่จะเดินทางเข้ามาสยาม เขาควรจะได้ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานจากผู้รู้พื้นเมืองชาวสยามอีกครั้ง ก่อนจะตีพิมพ์งานเขียนของตนที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในปีค.ศ.1714 เพราะงานเขียนของปินโตเคยถูกล้อเลียนมาแล้วอย่างอื้อฉาว แต่กลับไม่ปรากฏข้อวิพากษ์ความน่าเชื่อถือของปินโตในงานของลาลูแบร์
คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยามบันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”การเข้าร่วมรบในกองทัพสยามครั้งนั้นเป็นการถูกเกณฑ์ หากไม่เข้าร่วมรบก็จะถูกขับออกไปภายใน 3 วัน ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวโปรตุเกสถึง 120 คน จากจำนวน 130 คน อาสาเข้าร่วมรบในกองทัพสยาม เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าเป็นศึกเมืองเชียงกรานซึ่งเกิดขึ้นในค.ศ.1538 (พ.ศ.2081) คลาดเคลื่อนไปจากที่ระบุในหลักฐานของปินโต 10 ปีแม้ว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะทรงอ้างจากหนังสือของปินโตก็ตาม
ความน่าเชื่อถือ
หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง วิลเลียม คอนเกรฟ (William Congreve, 1670-1729) นักเขียนบทละครชาวอังกฤษได้แทรกบทกวีในบทละครชื่อ “Love for Love” (ค.ศ.1695) เยาะเย้ยว่า “Mendez Pinto was but a type of thee, thou liar of the first magnitude.” (กรมศิลปากร, 2526 : 42 ) เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน ( Sir Richard Burton) ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า “ซินแบดแห่งโปรตุเกส” ดับเบิลยู. เอ.อาร์. วูด (W.A.R. Wood) ชี้ว่าควรจะอ่านงานเขียนของปินโตในฐานะที่เป็นเรื่องราวของชายชราที่ได้เดินทางกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อความบันเทิง มิใช่เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นวันต่อวัน และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของปีศักราชในบันทึกชิ้นนี้ด้วยนักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา(2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้นงานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา
หลักฐานของปินโตกับปัญหาในการศึกษาชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยาหากนักเรียนประวัติศาสตร์คนใดจะนำงานเขียนของปินโตมาใช้ในการตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าค่ายโปรตุเกส ความสัมพันธ์ของคนภายในค่าย ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับราชสำนักอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับมะละกา กัว มาเก๊า และราชอาณาจักรโปรตุเกส รวมไปถึงอาชีพ จำนวนคนและความเป็นอยู่ในค่ายโปรตุเกสสมัยอยุธยา ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามในการศึกษาและวิเคราะห์หลักฐานชิ้นนี้มากพอสมควร ปินโตระบุว่านักสอนศาสนาก็จำเป็นต้องเผยแพร่ศาสนาภายใต้นโยบายของราชสำนักหรือผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัวเช่นเดียวกับข้าราชการทั่วไป เมื่อนักบุญฟรานซิส ซาเวียร์(St. Francis Xavier)จะออกไปเผยแพร่ศาสนาในญี่ปุ่น ท่านก็ต้องเดินทางจากมะละกาไปยังกัว เพื่อรับฟังนโยบายของผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียเสียก่อน (กรมศิลปากร, 2526 : 35) การที่ปินโตเคยเป็นทูตของข้าหลวงโปรตุเกสแห่งมะละกาไปยังรัฐต่างๆในภูมิภาคแถบนี้ อีกทั้งยังเคยเป็นทหารและนักสอนศาสนาของโปรตุเกสด้วย เขาจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน แต่เขาก็ไม่เคยถูกนักประวัติศาสตร์โปรตุเกส อาทิ ดูอาร์ตึ บาร์บูซา(Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส(João de Baros )และคาสปาร์ คอร์รีอา(Caspar Correa)เสียดสีเลยแม้แต่น้อย
สรุปผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้วพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ เคยได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งว่ามีความแม่นยำในเรื่องศักราชและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (นิธิ, 2525 : 65) แต่ต่อมานักประวัติศาสตร์บางท่านก็เคยตั้งข้อสงสัยต่อสถานภาพดังกล่าว (นิธิ, 2525 : 6) ซึ่งถือเป็นความไม่เที่ยงของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตบ้างก็ได้

ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี


ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี



ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นค่ายทหารที่ใหญ่มาก และได้ขึ้นชื่อว่าเป็นกองพลที่รวมตัวกันได้เร็วที่สุดของประเทศไทย ใช้เวลาเพียง 20 นาทีก็สามารถรวมพลได้พร้อมเพียงกัน ซึ่ง ณ ค่ายแห่งนี้เองคะได้แบ่งพื้นส่วนหนึ่งให้เช่าเพื่อเป็นที่ตั้งของกองถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ของไทย เรื่อง "ตำนานพระนเรศวร" ที่ "พร้อมมิตร ฟิล์ม สตูติโอ" ได้ขอเช่าจำนวน 1,500 ไร่ เป็นเวลา 25 ปี เพื่อใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ยิ่งใหญ่นี้ ทั้ง 3 ภาค






การเข้ามาเที่ยวในกองถ่ายแห่งนี้ ซึ่งอยู่บริเวณด้านในของค่ายสุรสีห์ ต้องขับรถเข้ามาหลายกิโลเมตร และถ้าเห็นคอกม้า คอกช้าง นั้นแสดงว่าท่านมาถูกทางแล้วคะ


มองเข้าไปก็จะเห็น ปราสาทที่สวยงามมาก





และถ้าท่านเห็นกระบอกปืนใหญ่อย่างนี้เรียงรายอยู่ จอดรถได้เลยคะ

ข้างหน้าจะมีช้างด้วย ก้สามารถซื้ออาหารไปป้อนได้




พอถ่ายรุปเสร็จแล้วก้อย่าลืม ซื้อตั๋วนะคะ

ซื้อตั๋วเข้าชม ผู้ใหญ่ 100 บาท /เด็ก 50 บาท /ชาวต่างชาติ 200 บาท


แต่ก่อนจะออกเดิน ก็มาฟังคำอธิบายในการเดินตามแผนที่ และที่ไปที่มาของการสร้างสถานที่แห่งนี้คะ ซึ่งได้ สร้างมาแล้ว 5 ปี ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ไปแล้ว 2 ภาคซึ่งเหลือภาค 3 ที่กำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำและขนาดนี้กำลังจะขอเช่าที่ดินเพิ่มเติม จากเดิม 1,500 ไร่ เป็น 2,000 ไร่ สำหรับการก่อสร้างโรงถ่ายภาพยนต์ระดับมาตรฐานโลก จำนวน 4สตูดิโอ ,การสร้างศูนย์ฝึกอบรม-สัมมนา/ค่ายลูกเสือ/ค่ายเยาชนพร้อมผจญภัย ลานกิจกรรม,การสร้างบ้านพักลักษณะเรื่อนไทยโบราณในรูปแบบโฮมสเตย์ ,การสร้างพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของศิลปินแห่งชาติสาขาภาพยนตร์



พอเข้ามาแล้วก็จะเจอวัดร้างโยเดียค่ะ (วัดพม่า)



ดูสมจริงมาก เหมือนสมัยก่อนจริงๆ (วัดนี้ใช้ถ่ายฉากที่นางเองถูกงูกัดค่ะ)



เดินมาซักพักก้แอบเห็นชิงช้า ข้างสระน้ำ ก้เลยแอบนั่งซะหน่อย ข้างหลังจะเป็นปราสาทนะคะสวยมากเลย






บ้านเรือนไทยเนี่ยสร้างขึ้นใหม่เพื่อใช้ประกอบฉากภาพยนตร์ทั้งสิ้นคะ แต่ทำให้ดูเก่า และก็สวยงามมาก ลายไทยที่เชิงชายก็งดงามจริงๆ คะ



นี้คือห้องเก็บศัสตราวุธค่ะ รูปนี้คือด้านในห้องเก็บศัสตราวุธ มีพระแสง ดาบ (ก็ยังงงอยู่คะว่าทำไมห้องเก็บอาวุธถึงมีพระพุทธรูปด้วย)


นี้คือกุฎิมหาเถรคันฉ่อง (แสดงโดนคุณสรพงษ์ ชาตรี)


เมืองหงส์สาวดีอยู่ทางทิศนั้นคะ แม่น้ำที่ขุดไว้และสะพานที่ทอดยาวเข้าเมืองก็ยิ่งใหญ่ อลังกาลจริงๆ คะ

กำแพงเมืองหงส์สาวดี เป็นสีแดง ดูน่ายำเกรงจริงๆ คะ ฉัตรบนกำแพงก็ดูยิงใหญ่จริงๆ




อยู่ในเมืองหงสาวดีแล้วค่ะ ปราสาทยิ่งใหญ่มาก



หน้าปราสาท ตกแต่งด้วยลายฉลุสีทองงดงามมากค่ะ



ด้านในปราสาทก็ทำได้เหมือนปราสาทจริงๆเลยค่ะ



ในปราสาทมีบริการให้นักท่องเที่ยวแต่งตัวถ่ายรูปได้ด้วยนะคะ





ช้างตัวนี้ เป็นช้างพม่าคะ เพราะควานช้างใส่ชุดชาวพม่า


กำแพงเมืองที่แน่นหนาและมั่นคงค่ะ



ก่อนออกมาของถ่ายรูปซักใบ




การเดินทางไปค่ายค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี ครั่งนี้ถือว่าประทับใจมากค่ะ ได้เห็นความเป็นไทยสมันก่อนที่ไม่สามารถจะหาดูได้ที่ไหน รู้สึกประทับใจจริงๆค่ะ

ใครที่อยากจะมาก้เชิญเลยนะคะ การเดินทางไม่ยากเลย เพียงแค่เข้ามาที่ค่ายค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี

ก้เหมือนได้ย้อนยุคไปสมัยก่อนแล้วค่ะ