ค้นหาบล็อกนี้

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

ทริป ตะลุยเมืองพัทยา และ ดำนำดูปะการังที่เกาะล้าน เมืองพัทยา 3วัน2คืน •

ทริป ตะลุยเมืองพัทยา และ ดำนำดูปะการังที่เกาะล้าน
เมืองพัทยา 3วัน2คืน
พัทยา หรือ เมืองพัทยา เป็นเขตปกครองพิเศษเขตหนึ่งที่ตั้งตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา ฉบับ วันที่ 29 พฤจิกายน พ.ศ. 2521[1] (เทียบเท่าเทศบาลนคร) ในเขตจังหวัดชลบุรี จัดเป็นเมืองท่องเที่ยวนานาชาติที่มีชื่อเสียงระดับโลกโดยเฉพาะหาดทรายที่ทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเล จัดได้ว่ามีความสวยงามอีกแห่งของประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 140 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกของอ่าวไทย ซึ่งพัทยาแบ่งเป็น 4 ส่วนได้แก่ พัทยาเหนือ พัทยากลาง พัทยาใต้ และหาดจอมเทียน เกาะล้าน
เกาะล้าน อยู่ห่างชายฝั่งพัทยา 7 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 4 ตารางกิโลเมตร มีชายหาดที่สวยงามหลายแห่ง ส่วนใหญ่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำ ดูปะการัง เล่นกีฬาทางน้ำ เช่น เรือลากร่มชูชีพ เรือสกี สกู๊ดเตอร์ โดยเฉพาะที่หาดตาแหวน เป็นแหล่งตกปลาดำน้ำดูปะการัง ทั้งแบบน้ำลึกและน้ำตื้น และเป็นสถานที่ฝึกหัดเรียนดำ

Ripley's Thailand Pattaya Ripley
Believe it or not Museum

วันนี้เราขอพามาตะลุย!! ที่นี้เลย
ห้างสรรพสินค้า Ripley's Thailand Pattaya Ripley Believe it or not Museum

เป็นที่นิยมมากที่สุดใน พัทยา มีผู้คนมากมายไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติและคนไทย มาshoppingกันมากมาย (ของแพงมากกกก) ข้างในมีร้านค้าหลายประเภท ตั้งแต่ ของแบรนด์เนม ,ร้านขายของธรรมดา มีทั้งสวนสนุก และห้องจัดแสดงพิพิธภัณฑ์อีกมากมาย

บ้านผีสิงน่ากลัวมากค่ะ อิอิ



ผีที่นี้จะสมจริงมากๆนะคะ

หลังจากshoppingเสร็จแล้ว จากนั้นก็เดินทางกลับสถานที่พัก เพราะเหนื่อยมากกก รอเวลาที่จะไปไปสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีที่เป็นที่นิยมมาก ทั้งคนไทยละชาวต่างชาติ ที่นั้นก็คือ Walking Street ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเป็นที่นิยม เพราะ ที่นี้ มีทั้ง บาร์ ผับ บาร์เกย์!! (โชคดีวันที่พวกเราไป มีการประกวดพลุ นานาชาติ พอดี พลุสวยมาก อลังการงานสร้างจริงๆ)



ภาพบรรยากาศริมหาดพัทยาค่ะ





มาทะเลต้องกระโดดค่ะ






หลังจากนั้นเราก็ไปถึง ถนนที่ขึ้นชื่อว่าสนุกสำหรับนักเที่ยวกลางคืนค่ะ

Walking Street





สถานที่พักคือ โรงแรม Hard Rock hotel พัทยานั้นเอง
โรงแรม Hard Rock hotel เริ่ดมากใหญ่มาก มีสระว่ายน้ำใหญ่เวอร์ๆ
เสนอราคาคืนละ 2,359฿ 2คืน = 4718 ฿
ที่สำคัญ ที่พวกเรามาพักที่นี้มีจุดประสงค์หลักก็คือ ชาวต่างชาติเยอะมาก มีทั้ง ฝรั่ง เกาหลี จีน ญีปุ่น Oh!
ดูไว้เป็นอาหารตาค่ะ เพราะไม่สามารถกินเพราะ (เพราะเขาไม่เอา5555นั้นเอง) จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมถึงยอมเสียเงินค่าที่พักแพงขนาดนี้ 555+ แต่! ไฮไลร์ของโรงแรมนี้คือ Party Foam นั้นเอง ค่าเข้า Party Foam 380 ฿ ต่อคน แต่ถ้าเป็นลูกค่าในโรงแรมจะเสียค่าเข้า 180 ฿ ต่อคน





(คำบรรยายใต้ภาพ ชาวต่างชาติเยอะจริงอะไรจริง ถอดเสื้อเล่นเห็นกล้ามเป็นมัดๆ เริ่ดมั้ยล๊ะ คุณผู้ชมมมมมม เจ้ขอบอก!!)

อยากที่พูดไปข้างต้นแล้ว ว่าที่นี้ไม่ได้มีแค่ Party Foam อย่างเดียว ยังมีสระน้ำขนาดใหญ่ ให้ลูกค้าใช้บริการอีกด้วย
พวกเราจึงไม่รอช้า ลงซะเลย ~




รูปโรงแรมค่ะ

เอ๊ะขาใคร???

สระว่ายน้ำโรงแรมค่ะ


ถ้าเห็นกีตาร์เมื่อไหร่แสดงว่าถึงแล้วค่ะ

ว่ายน้ำยามค่ำคืนค่ะ


สรุปผล วันนี้เหนื่อยมากคะ ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น! ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ การมีเพื่อนมาพักผ่อนด้วยกันนั้น ชั่งจะมีความสุขอะไรปานนี้ หมดไปอีกหนึ่งวัน ขอตัวไปนอนก่อนนะค่ะ แล้วพรุ่งนี้จะนำเสนอ สถานที่ท่องเทียวที่อื่นๆให้นะค่ะ สำหรับวันนี้ ขอบคุณที่ติดตามดูรายงาน
ราตรีสวัสดิ์ ~~

วันที่2
ณ โรงแรม Hard Rock hotel ตื่นแต่เช้า ลงมากินอาหารเช้าที่ห้อง Ballroom มีอาหารนานาชาติให้เลือกรับประทาน พอกินอิ่มก็ขึ้นห้องเตรียมตัวไปหาดตาแหวนที่เกาะล้าน และแล้วเราก็มาถึง นี้!! ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา เพื่อนั่งนั่งเรือข้ามฟากไปเกาะล้าน!!
ค่าบริการเรือข้ามฟาก คนละ 30 บาท ต่อคน ใช้เวลาไปเกาะล้าน 45 นาที
ภาหนะของเรารถสองแถว 20 บาท
ก่อนจะข้ามไปเกาะช้างก้ต้องไปขึ้นเรื่องที่ท่าเรื่อแหลมบาลีฮายค่ะ


คนเยอะม๊ากมากก
พอนั่งเรือข้ามมาถึงเกาะล้าน คนเยอะและแน่นมากที่ท่าเรือ ต้องนั่งรถไปที่หาดตาแหวน ที่นี้มีบริการรถรับส่งคือ พี่วินมอไซค์นั้นเอง ค่าพี่วิน คนละ30บาทไปหาดตาแหวนค๊า


ถึงแล้วค่ะ ที่นี้คือ หาดตาแหวน น้ำใส่แจ๋วเห็นตัวปลา 555 ที่สำคัญคนเยอะ ผู้ชายก็แยะ มากมาย สบายตา
ขณะที่รอเรือ speed boat เพื่อไป Sea Walker (ดำน้ำแบบเดิน) ก็เลยมีเวลา ถ่ายรูปชิวๆมาฝากอาจารย์ให้ชมน๊ะคะ สำหรับโปรแกรมที่พวกเราซื้อนั้น คือ Sea Walker เสนอราคา คนละ 600 บาท
ขอลดได้เหลือคนละ 500บาท รวมเรือ speed boat ไป-กลับ (มีถ่ายVDO 2นาที ใต้น้ำ ด้วย ถ้าสนใจ CD ละ 500 ค่ะ (โปรแกรมทัวร์ท่องเที่ยวในเกาะล้าน เล่นต่างกีฬาต่างๆ สามารถติดต่อพี่วินมอไซค์ ได้ค่ะ เพราะเขาเป็นนายหน้า เขาจะมีใบโบว์ชัวร์ ให้เลือกเล่นได้หลายโปรแกรมค่ะ

ถึงเวลาไปดำน้ำแล้วค่ะ

พอเสร็จจากดำน้ำ ก็นั่งเรือ speed boat กลับมาที่หาดตาแหวน เพื่อเล่นน้ำที่หาด ย่ำๆ อีกที่ว่า น้ำใสแจ๋วมาก ไม่มีคำบรรยาย ไปดูรูปกันเลยค่ะ ^O^
jet ski คนละ 500 บาท 30 นาที เล่นไม่เป็นมีคนสอนให้ แต่เวลาเล่นจริงๆไม่ถึง30นาที


บรรยากาศที่หาดตาแหวนค่ะ
คนเยอะมากค่ะ
แชะซักภาพก่อนขึ้นเรือกลับพัทยาค่ะ


เรือโดยสารค่ะ

ภรรยาเจ้าของเรือค่ะ ห้าๆๆๆๆ
มาดูบรรยากาศใต้ทะเลกันบ้างค่ะ

น้ำใสมากค่ะ มีปะการังด้วย



มาดูวิดิโอใต้น้พกันบ้างนะคะ ว่าสวยแค่ไหน




ได้เวลากลับแล้ว กทม แล้วค่ะ

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บทเรียนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

บทเรียนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (HT201) กลุ่ม oo2

บทที่ 1

ความหมายของการท่องเที่ยวการที่เราจะหาความหมายของคำว่า "การท่องเที่ยว" นั้นทำได้ยาก เพราะการท่องเที่ยวเป็นรูปแบบกิจกรรมหนึ่งของนันทนาการ คล้ายกับกิจกรรมทางการกีฬา หรืองานอดิเรก และการใช้เวลาว่างในปีพ.ศ.2506ได้มีการประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องของการเดินทางฃ และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีและยอมรับข้อเสนอเกี่ยวกับคำจำกัดความของการท่องเที่ยวจากนักวิชาการจากองค์การการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ IUOTต่อมาได้กลายเป็นองค์การท่องเที่ยวโลกในปี พ.ศ.2513 WTO

การท่องเที่ยวมี 3 ลักษณะ คือ
1.การเดินทางจากที่อยู่ปกติไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว
2.การเดินทางไปด้วยความสมัครใจ
3.การเดินทางด้วยวัตถุประสงค์อื่นๆ แต่ไม่ใช่เพื่อการประกอบอาชีพ

การเดินทางที่จัดเป็นการท่องเที่ยว
-เดินทางไปพักฟื้น ไปรักษาตัวในสภานที่ต่างๆ
-การเดินทางไปประชุม-การเดินทางไปเยี่ยมญาติพี่น้องการเดินทางที่ไม่จัดเป็นการท่องเที่ยว
-การเดินทางไปตั้งถิ่นฐานถาวร
-การเดินทางไปประกอบอาชีพ
-การเดินทางโดยไม่สมัครใจ หรือถูกบังคับ

นักท่องเที่ยว (Tourist)นักท่องเที่ยว คือผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยว พักอาศัย มาเยือน เป็นการชั่วคราว และมาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง โดยจุดประสงค์เพื่อใช้เวลาว่าง ท่องเที่ยว และกิจกรรมนันทนาการ

กลุ่มนักท่องเที่ยว
-ผู้ที่ไม่มีถิ่นฐาน หรืออยู่อาศัยในสถานที่ที่ไปเยือน
-ผู้ที่มีสัญชาติของประเทศนั้น หรือเป็นคนถิ่นเดิม แต่ไม่ได้อยู่ในสถานที่นั้นแล้ว
-ผู้ที่เป็นลูกเรือ ไม่มีถิ่นพำนัก และพัก ณ สถานที่นั้น มากกว่า 24 ชั่วโมง

นักทัศนาจร (Excursionist)
นักทัศนาจร คือผู้ที่มาเที่ยวเป็นการชั่วคราว และพักอาศัยอยู่ ณ สถานที่นั้นไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงผู้เดินทางโดยเรือสำราญ

กลุ่มนักทัศนาจร
-ผู้โดยสารเรือสำราญหรือเรือเดินสมุทร
-ผู้ที่มาเยือนและจากไป ภายในวันเดียว

ผู้มาเยือนตามถิ่นพำนัก
1.ผู้มาเยือนขาเข้า (Inbound Visitor)คือ ผู้มาเยือนที่อยู่ในต่างประเทศ และเข้ามาท่องเที่ยวอีกประเทศหนึ่ง
2.ผู้มาเยือนขาออก (Outbound Visitor)คือ ผู้มาเยือนที่มีถิ่นพำนักในประเทศหนึ่งและเดินทางไปอีกประเทศหนึ่ง
3.ผู้มาเยือนภายในประเทศ (Domestic Visitor)คือ ผู้มาเยือนที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศที่ตนเองมีถิ่นพำนักอยู่ อาจเรียกว่า ผู้มาเยือนขาเข้า หรือผู้มาเยือนภายในประเทศก็ได้

กลุ่มที่ไม่นับรวมในสถิติการท่องเที่ยวได้แก่ ผู้โดยสารผ่าน คนเร่ร่อน คนอพยพ นักการทูต ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยว
1.เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และพักผ่อน (Holiday)เป็นการท่องเที่ยวเพื่อหลีกหนีความจำเจของชีวิตประจำวัน และเพื่อไปเยี่ยมชมสถานที่ใหม่ๆ รวมไปถึงการเดินทางไปเยี่ยมญาติมิตรด้วย (Visits to Friends and Relatives : VFR)
2.เพื่อธุรกิจ (Business)เป็นการเดินทางที่ร่วมไปกับการทำงาน แต่วัตถุประสงค์หลักคือการประกอบอาชีพ หรือหารายได้จากสถานที่ท่องเที่ยวนั้น และยังรวมไปถึงการเดินทางเพื่อเข้าประชุม สัมมนา ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และจัดนิทรรศการ MICE (Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions)
3.เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆเป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ และซับซ้อนมากกว่าการพักผ่อนหรือประชุม เช่น การเดินทางไปศึกษาธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ

ประเภทการท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น 3 วิธีการแบ่งตามสากล ได้แก่

1.การท่องเที่ยวภายในประเทศ (Domestic Tourism) หมายถึง ผู้ที่อาศัยภายในประเทศนั้น เดินทางภายในประเทศของตนเอง
2.การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ (Inbound Tourism) หมายถึง ผู้ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ประเทศอื่นแล้วเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศนั้นๆ
3.การท่องเที่ยวนอกประเทศ (Outbound Tourism)หมายถึง ผู้ที่มีถิ่นอาศัยในประเทศหนึ่งแล้วเดินทางไปยังต่างประเทศ

การแบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทาง
1.แบบหมู่คณะ เรียกว่า Group Inclusive Tour : GITแบ่งเป็น2 แบบ คือ กรุ๊ปเหมา และกรุ๊ปจัด กรุ๊ปเหมา คือการเที่ยวแบบเป็นของคณะนักท่องเที่ยวที่มีความสัมพันธ์กัน อาจเป็นการส่วนตัวหรือหน้าที่การงาน และเดินทางร่วมกัน ส่วนกรุ๊ปจัด คือการเดินทางของคณะนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันในทางส่วนตัวและด้านหน้าที่การงาน แต่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่เดียวกัน โดยการซื้อโปรแกรมนำเที่ยวที่ถูกจัดไว้ เมื่อถึงเวลาจึงเดินทางพร้อมกัน
2.แบบอิสระ เรียกว่า Foreign Individual Tourism : FITนักท่องเที่ยวมักเดินทางตามลำพัก อาจจะวางแผนการเดินทางด้วยตนเองหรือใช้บริการบริษัทนำเที่ยวก็ได้

การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง
1.การท่องเที่ยวเพื่อความเพลิดเพลินและพักผ่อนกิจกรรมมักไม่สลับซับซ้อน เรียบง่าย ตามแบบที่ตนเองชอบ
2.การท่องเที่ยวเพื่อธุรกิจคือ กิจกรรมทางธุรกิจทั่วไป และจัดอยู่ในกลุ่ม MICE ส่วนกิจกรรมเสริมอาจจะเป็นกิจกรรมเพื่อการพักผ่อนคลายเครียด ความสนุกสนาน ฯลฯ
3.การท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษกิจกรรมจะมีความสลับซับซ้อนและเป็นระบบ สามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
ก. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น การดูนก การดำน้ำดูปะการัง การเดินป่า เป็นต้น
ข. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกีฬา เช่น การปีนเขา การอาบน้ำแร่ เป็นต้น
ค. การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม เช่น การศึกษาแหล่งโบราณสถาน เป็นต้น
ง. การท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสชาติพันธุ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การชมวิถีชีวิตในชนบท เป็นต้น
จ. การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้โดยมีการจัดการไว้ล่วงหน้า

องค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

กิจกรรมสำหรับการท่องเที่ยวอาจมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาแหล่งท่องเที่ยว การซื้อของ การประชุม บางอย่างเป็นธุรกิจ ที่ตอบสนองความต้องการโดยตรงของนักท่องเที่ยว แต่ธุรกิจเป็นธุรกิจที่สนับสนุนให้กิจกรรมทางการท่องเที่ยวดำเนินไปได้ด้วยดี

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จึงหมายถึง ธุรกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยแรงงาน การลงทุน เทคนิควิชาชีพเฉพาะ มีการวางแผน การจัดองค์กร และการตลาด สินค้าในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นสินค้าที่เรียกว่า สินค้าที่จับต้องไม่ได้ และไม่มีการเคลื่อนที่ไปหาผู้ซื้อ แต่ผู้ซื้อหรือนักท่องเที่ยวต้องเดินทางไปซื้อสินค้าหรือบริการ ณ แหล่งผลิต ซึ่งก็หมายถึง สถานที่ที่มีทรัพยากรทางการท่องเที่ยว แต่สินค้าหรือบริการบางประเภทก็มีการสูญสลาย และเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์เช่นกัน

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่
1.องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
2.องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว

องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น

1.สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว
2.ธุรกิจการคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ
3.ธุรกิจที่พักแรม
4.ธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร
5.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น
1.ธุรกิจการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก
2.ธุรกิจการประชุม สัมมนา
3.การบริการข้อมูลข่าวสาร
4.การอำนวยความสะดวกทางด้านความปลอดภัย
5.การอำนวยความสะดวกในการเข้า-ออกเมือง

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

395 ปี บันทึกของปินโต

395 ปี บันทึกของปินโต
(หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย)
บันทึกความทรงจำของแฟร์เนา เมนเดซ ปินโต( Fernão Mendez Pinto ค.ศ.1509-1583) เรื่อง
“Pérégrinação”ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปีค.ศ.1614 เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ รวมทั้งอัตชีวประวัติของเขาอย่างน่าตื่นเต้นและเหลือเชื่อ จนมีการใช้ชื่อของปินโตเล่นคำเชิงล้อเลียนว่าพูดจริงหรือเท็จอย่างสนุกสนานโดยชนชาติศัตรูของโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน บันทึกของปินโตถูกอ้างอิงจากนักประวัติศาสตร์ไทยอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาจนปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงบทบาทของทหารรักษาพระองค์ชาวโปรตุเกส และการพระราชทานที่ดินให้พวกเขาตั้งถิ่นฐานและปฏิบัติศาสนพิธีในสมัยอยุธยา จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบว่าหนังสือฉบับนี้มีสถานะเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือเป็นเพียงนิยายผจญภัย

ประวัติของปินโต

ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบันปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531 : 115) ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1534-1546) นักประวัติศาสตร์บางคนนำหลักฐานของฝ่ายไทยเข้าไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือในเอกสารของเขาหลายประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างถึงหลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดางานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส (1628) ภาษาอังกฤษ (1653) ใน ค.ศ.1983 กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อ “การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการได้ตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาออกเผยแพร่อีกครั้งใน ค.ศ.1988 โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal : 470 Years of Friendship”
รูปแบบการนำเสนอ
งานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ อาทิ เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต บางตอนก็ระบุว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์เดินทางเข้ามายังสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531: 115) เป็นต้น ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น มิได้มีจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความท้อถอยในการติดต่อกับดินแดนแถบเอเชีย เขาระบุว่าอุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง สิ่งที่ผลักดันให้เขาเดินทางไปยังตะวันออก คือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย เขาแสดงความขอบคุณพระเจ้าและสวรรค์ที่ช่วยให้รอดพ้นจากภยันตรายมาได้(Henry Cogan, 1653 :1-2) ส่วนเฮนรี โคแกนระบุว่า จุดมุ่งหมายในการแปลหนังสือ“Pérégrinação” จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ คือ ต้องการให้ผู้อ่านทั่วไปเกิดความพึงพอใจและกระตุ้นให้มีการสำรวจและค้นคว้าทางภูมิศาสตร์ เพื่อเป็นบทเรียนให้สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเรืออับปาง เพื่อทัศนศึกษาดินแดนต่างๆในโลกกว้างและเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของ“คนป่าเถื่อน”(Henry Cogan, 1653 : A-B)จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação” อย่างไม่อาจมองข้ามได้ งานของปินโตจึงได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง อย่างน้อยๆฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสในปีค.ศ.1628 ก็ถูกอ้างอิงโดยซิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de Laloubère) ซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อกล่าวถึงจำนวนเรือที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาก่อนหน้าการเข้ามาของตน (จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1,2510 : 502) ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าหากลาลูแบร์เคยได้ยินการเสียดสีงานเขียนของปินโตมาบ้างก่อนที่จะเดินทางเข้ามาสยาม เขาควรจะได้ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานจากผู้รู้พื้นเมืองชาวสยามอีกครั้ง ก่อนจะตีพิมพ์งานเขียนของตนที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในปีค.ศ.1714 เพราะงานเขียนของปินโตเคยถูกล้อเลียนมาแล้วอย่างอื้อฉาว แต่กลับไม่ปรากฏข้อวิพากษ์ความน่าเชื่อถือของปินโตในงานของลาลูแบร์
คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยามบันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”การเข้าร่วมรบในกองทัพสยามครั้งนั้นเป็นการถูกเกณฑ์ หากไม่เข้าร่วมรบก็จะถูกขับออกไปภายใน 3 วัน ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวโปรตุเกสถึง 120 คน จากจำนวน 130 คน อาสาเข้าร่วมรบในกองทัพสยาม เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าเป็นศึกเมืองเชียงกรานซึ่งเกิดขึ้นในค.ศ.1538 (พ.ศ.2081) คลาดเคลื่อนไปจากที่ระบุในหลักฐานของปินโต 10 ปีแม้ว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะทรงอ้างจากหนังสือของปินโตก็ตาม
ความน่าเชื่อถือ
หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง วิลเลียม คอนเกรฟ (William Congreve, 1670-1729) นักเขียนบทละครชาวอังกฤษได้แทรกบทกวีในบทละครชื่อ “Love for Love” (ค.ศ.1695) เยาะเย้ยว่า “Mendez Pinto was but a type of thee, thou liar of the first magnitude.” (กรมศิลปากร, 2526 : 42 ) เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน ( Sir Richard Burton) ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า “ซินแบดแห่งโปรตุเกส” ดับเบิลยู. เอ.อาร์. วูด (W.A.R. Wood) ชี้ว่าควรจะอ่านงานเขียนของปินโตในฐานะที่เป็นเรื่องราวของชายชราที่ได้เดินทางกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อความบันเทิง มิใช่เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นวันต่อวัน และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของปีศักราชในบันทึกชิ้นนี้ด้วยนักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา(2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้นงานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา
หลักฐานของปินโตกับปัญหาในการศึกษาชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยาหากนักเรียนประวัติศาสตร์คนใดจะนำงานเขียนของปินโตมาใช้ในการตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าค่ายโปรตุเกส ความสัมพันธ์ของคนภายในค่าย ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับราชสำนักอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับมะละกา กัว มาเก๊า และราชอาณาจักรโปรตุเกส รวมไปถึงอาชีพ จำนวนคนและความเป็นอยู่ในค่ายโปรตุเกสสมัยอยุธยา ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามในการศึกษาและวิเคราะห์หลักฐานชิ้นนี้มากพอสมควร ปินโตระบุว่านักสอนศาสนาก็จำเป็นต้องเผยแพร่ศาสนาภายใต้นโยบายของราชสำนักหรือผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัวเช่นเดียวกับข้าราชการทั่วไป เมื่อนักบุญฟรานซิส ซาเวียร์(St. Francis Xavier)จะออกไปเผยแพร่ศาสนาในญี่ปุ่น ท่านก็ต้องเดินทางจากมะละกาไปยังกัว เพื่อรับฟังนโยบายของผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียเสียก่อน (กรมศิลปากร, 2526 : 35) การที่ปินโตเคยเป็นทูตของข้าหลวงโปรตุเกสแห่งมะละกาไปยังรัฐต่างๆในภูมิภาคแถบนี้ อีกทั้งยังเคยเป็นทหารและนักสอนศาสนาของโปรตุเกสด้วย เขาจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน แต่เขาก็ไม่เคยถูกนักประวัติศาสตร์โปรตุเกส อาทิ ดูอาร์ตึ บาร์บูซา(Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส(João de Baros )และคาสปาร์ คอร์รีอา(Caspar Correa)เสียดสีเลยแม้แต่น้อย
สรุปผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้วพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ เคยได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งว่ามีความแม่นยำในเรื่องศักราชและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (นิธิ, 2525 : 65) แต่ต่อมานักประวัติศาสตร์บางท่านก็เคยตั้งข้อสงสัยต่อสถานภาพดังกล่าว (นิธิ, 2525 : 6) ซึ่งถือเป็นความไม่เที่ยงของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตบ้างก็ได้

ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี


ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี



ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นค่ายทหารที่ใหญ่มาก และได้ขึ้นชื่อว่าเป็นกองพลที่รวมตัวกันได้เร็วที่สุดของประเทศไทย ใช้เวลาเพียง 20 นาทีก็สามารถรวมพลได้พร้อมเพียงกัน ซึ่ง ณ ค่ายแห่งนี้เองคะได้แบ่งพื้นส่วนหนึ่งให้เช่าเพื่อเป็นที่ตั้งของกองถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ของไทย เรื่อง "ตำนานพระนเรศวร" ที่ "พร้อมมิตร ฟิล์ม สตูติโอ" ได้ขอเช่าจำนวน 1,500 ไร่ เป็นเวลา 25 ปี เพื่อใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ยิ่งใหญ่นี้ ทั้ง 3 ภาค






การเข้ามาเที่ยวในกองถ่ายแห่งนี้ ซึ่งอยู่บริเวณด้านในของค่ายสุรสีห์ ต้องขับรถเข้ามาหลายกิโลเมตร และถ้าเห็นคอกม้า คอกช้าง นั้นแสดงว่าท่านมาถูกทางแล้วคะ


มองเข้าไปก็จะเห็น ปราสาทที่สวยงามมาก





และถ้าท่านเห็นกระบอกปืนใหญ่อย่างนี้เรียงรายอยู่ จอดรถได้เลยคะ

ข้างหน้าจะมีช้างด้วย ก้สามารถซื้ออาหารไปป้อนได้




พอถ่ายรุปเสร็จแล้วก้อย่าลืม ซื้อตั๋วนะคะ

ซื้อตั๋วเข้าชม ผู้ใหญ่ 100 บาท /เด็ก 50 บาท /ชาวต่างชาติ 200 บาท


แต่ก่อนจะออกเดิน ก็มาฟังคำอธิบายในการเดินตามแผนที่ และที่ไปที่มาของการสร้างสถานที่แห่งนี้คะ ซึ่งได้ สร้างมาแล้ว 5 ปี ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ไปแล้ว 2 ภาคซึ่งเหลือภาค 3 ที่กำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำและขนาดนี้กำลังจะขอเช่าที่ดินเพิ่มเติม จากเดิม 1,500 ไร่ เป็น 2,000 ไร่ สำหรับการก่อสร้างโรงถ่ายภาพยนต์ระดับมาตรฐานโลก จำนวน 4สตูดิโอ ,การสร้างศูนย์ฝึกอบรม-สัมมนา/ค่ายลูกเสือ/ค่ายเยาชนพร้อมผจญภัย ลานกิจกรรม,การสร้างบ้านพักลักษณะเรื่อนไทยโบราณในรูปแบบโฮมสเตย์ ,การสร้างพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของศิลปินแห่งชาติสาขาภาพยนตร์



พอเข้ามาแล้วก็จะเจอวัดร้างโยเดียค่ะ (วัดพม่า)



ดูสมจริงมาก เหมือนสมัยก่อนจริงๆ (วัดนี้ใช้ถ่ายฉากที่นางเองถูกงูกัดค่ะ)



เดินมาซักพักก้แอบเห็นชิงช้า ข้างสระน้ำ ก้เลยแอบนั่งซะหน่อย ข้างหลังจะเป็นปราสาทนะคะสวยมากเลย






บ้านเรือนไทยเนี่ยสร้างขึ้นใหม่เพื่อใช้ประกอบฉากภาพยนตร์ทั้งสิ้นคะ แต่ทำให้ดูเก่า และก็สวยงามมาก ลายไทยที่เชิงชายก็งดงามจริงๆ คะ



นี้คือห้องเก็บศัสตราวุธค่ะ รูปนี้คือด้านในห้องเก็บศัสตราวุธ มีพระแสง ดาบ (ก็ยังงงอยู่คะว่าทำไมห้องเก็บอาวุธถึงมีพระพุทธรูปด้วย)


นี้คือกุฎิมหาเถรคันฉ่อง (แสดงโดนคุณสรพงษ์ ชาตรี)


เมืองหงส์สาวดีอยู่ทางทิศนั้นคะ แม่น้ำที่ขุดไว้และสะพานที่ทอดยาวเข้าเมืองก็ยิ่งใหญ่ อลังกาลจริงๆ คะ

กำแพงเมืองหงส์สาวดี เป็นสีแดง ดูน่ายำเกรงจริงๆ คะ ฉัตรบนกำแพงก็ดูยิงใหญ่จริงๆ




อยู่ในเมืองหงสาวดีแล้วค่ะ ปราสาทยิ่งใหญ่มาก



หน้าปราสาท ตกแต่งด้วยลายฉลุสีทองงดงามมากค่ะ



ด้านในปราสาทก็ทำได้เหมือนปราสาทจริงๆเลยค่ะ



ในปราสาทมีบริการให้นักท่องเที่ยวแต่งตัวถ่ายรูปได้ด้วยนะคะ





ช้างตัวนี้ เป็นช้างพม่าคะ เพราะควานช้างใส่ชุดชาวพม่า


กำแพงเมืองที่แน่นหนาและมั่นคงค่ะ



ก่อนออกมาของถ่ายรูปซักใบ




การเดินทางไปค่ายค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี ครั่งนี้ถือว่าประทับใจมากค่ะ ได้เห็นความเป็นไทยสมันก่อนที่ไม่สามารถจะหาดูได้ที่ไหน รู้สึกประทับใจจริงๆค่ะ

ใครที่อยากจะมาก้เชิญเลยนะคะ การเดินทางไม่ยากเลย เพียงแค่เข้ามาที่ค่ายค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี

ก้เหมือนได้ย้อนยุคไปสมัยก่อนแล้วค่ะ